logisticsthailand
Transportation

เพิ่มสัดส่วนขนส่งทางรางสู่ท่าเรือแหลมฉบัง

เพิ่มสัดส่วนขนส่งทางรางสู่ท่าเรือแหลมฉบัง

       กรมรางหาแนวทางเพิ่มสัดส่วนขนส่งทางรถไฟสู่ท่าเรือแหลมฉบัง เป็น 30% จาก 5.4% ในปัจจุบัน เร่งแก้คอขวดในพื้นที่ SRTO รฟท.จัดหาแคร่ตู้สินค้าเพิ่ม คาดอนาคตขนส่งทางรางเพิ่มได้ถึง 2 ล้านทีอียูต่อปี แก้รถติดและลดต้นทุนโลจิสติกส์

      กรมการขนส่งทางราง (ขร.) ได้เข้าร่วมการประชุมระดมสมอง เรื่อง “แนวทางการส่งเสริมการขนส่งทางรถไฟในท่าเรือแหลมฉบัง” ณ สำนักงานโครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ (Single Rail Transfer Operator : SRTO) ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี จัดโดยคณะอนุกรรมการโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมผลักดันแนวทางส่งเสริมการขนส่งทางรถไฟ พร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาจราจรภายในแหลมฉบัง โดยขับเคลื่อนเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรถไฟสู่ท่าเรือแหลมฉบังเป็น 30%

       ปัจจุบันสัดส่วนการขนส่งทางรถไฟเข้าสู่ท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) มีปริมาณ 472,000 ทีอียู (TEU) คิดเป็น 5.4% โดยเป็นการขนส่งสินค้าทางรถไฟจากเส้นทาง ICD ลาดกระบัง-ท่าเรือแหลมฉบัง 88% และขนส่งทางรางจากเส้นทางสายนอกทั้งรถไฟจากอีสานใต้ สายเหนือ และสายใต้ ประมาณ 12% ซึ่งที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางในการส่งเสริมการขนส่งทางรถไฟเพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่าในอนาคตการขนส่งในเส้นทางรางจะมีปริมาณสูงได้ถึง 2 ล้าน TEU ต่อปี โดยจะเป็นการขนส่งจาก ICD ลาดกระบังประมาณ 7 แสน TEU ต่อปี (35%) และจากเส้นทางสายนอก 1.3 ล้าน TEU ต่อปี (65%)

       ขณะที่การเปรียบเทียบสัดส่วนการขนส่งสินค้าในเส้นทางระหว่างท่าเรือแหลมฉบัง – ICD ลาดกระบัง การขนส่งทางรางจะมีสัดส่วนสูงสุดที่ 20-30% โดยมีการขนส่งสินค้าทางถนนผ่านรถบรรทุกเฉลี่ย 9.3 แสนทีอียูต่อปี ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ขับเคลื่อนให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าจากทางถนนมาสู่ทางรางเพิ่มขึ้น หากมีการส่งเสริมเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้าทางราง จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ลดต้นทุนการขนส่ง ลดปริมาณการจราจรบนถนน และลดมลพิษทางอากาศจากรถบรรทุก ซึ่งส่งผลให้ศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศเพิ่มมากขึ้น

       กรมการขนส่งทางรางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีความเห็นร่วมกันตามแนวทางการส่งเสริมการขนส่งทางรถไฟในท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทางราง โดยเร่งรัดการแก้ไขปัญหาคอขวดของการขนส่งสินค้าทางรางภายในพื้นที่ SRTO พร้อมเสนอให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แก้ไขข้อบังคับและระเบียบการเดินรถ พ.ศ. 2549 ของ รฟท. ให้สามารถเดินรถได้หลายขบวนใน 1 ตอน ภายในพื้นที่ โดยยังคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ เพื่อลดเวลาการรอคอยการเดินรถ

      อีกทั้ง รฟท.เร่งรัดการจัดหาหัวรถจักรและแคร่บรรทุกตู้สินค้าให้เพียงพอโดยเร็ว และมีแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป โดยส่งเสริมการให้เอกชนร่วมให้บริการเดินรถขนส่งสินค้าทางราง พร้อมดำเนินการด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางราง การเพิ่มประสิทธิภาพของอุโมงค์ X-ray ตลอดจนกระบวนการตรวจปล่อยสินค้า พร้อมการปรับปรุงลงทุนระบบอาณัติสัญญาณให้อำนวยความสะดวกในการเดินรถไฟเข้าได้ทั้ง SRTO และท่าเทียบเรือ C พร้อมรองรับการขนส่งในท่าเทียบเรือระยะ 3 ตามแผนการเปิดให้บริการในอนาคต

       การขนส่งระบบรางเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่โลจิสติกส์ ที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่ง นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคม รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการค้าระหว่างประเทศ

Related posts

The Transporter “อุดมชัย ตั้งศรีวงศ์”

admin

Blue & White สร้างความสำเร็จการแข่งขัน อย่างต่อเนื่องได้อย่างไร?

admin

BUSAN Port Authority (BPA)

admin